เรื่องเล่าผี ตอนจากเรื่องเล่าของพยาบาล

ฟิสิกส์ ฟิสิกส์ม.4 ฟิสิกส์มัธยม ฟิสิกส์มหาลัย โจทย์ฟิสิกส์ ข้อสอบฟิสิกส์
สิงหาคม 10, 2020, 06:12:29 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
คุยกับ webmaster
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องเล่าผี ตอนจากเรื่องเล่าของพยาบาล  (อ่าน 195 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
cavalry-x
Newbie
*
กระทู้: 5


อีเมล์
| |
« เมื่อ: มิถุนายน 13, 2020, 10:46:32 AM »



เรื่องจากพยาบาล


     เรื่องนี้จากคุณ Vi Charoenthon สมาชิกกลุ่ม TheHOUSE ครับ เรื่องมีอยู่ว่า.. เมื่อหลายปีก่อน เราเคยทำงานในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งค่ะ ตึกที่ทำงานเป็นตึกใหม่ (ในเวลานั้น) เราอยู่แผนกคนไข้ในสูตินรีเวช มีห้องพักคนไข้ทั้งหมด 10 กว่าห้อง เป็นห้องเตียงคู่ 2 ห้อง คืนหนึ่งราวๆ ตี 3 เจ้าหน้าที่แบ่งกันไปพัก เรากับพยาบาลอีกคนนั่งหลับอยู่ที่เคาน์เตอร์.. คนไข้ห้องเตียงคู่คนหนึ่งเป็นผู้ชายมาฝากนอน เนื่องจากชั้นอื่นเตียงเต็ม เขาขาหักนอนใส่เฝือกอยู่คนเดียวในห้องนั้น เขากดออดเรียกให้เข้าไปหา พอเราเข้าไปเขาบอกว่า ขณะที่เขานอนกึ่งหลับกึ่งตื่น มีคนมาเกาะข้างเตียงพูดกับเขาว่า.. ‘ไปโดดตึกเล่นกัน..’ เสียงนั้นพยายามชวนเขาอยู่ 2-3 ครั้ง คนไข้ได้แต่นอนสวดมนต์ในใจ เพราะขยับไม่ได้เนื่องจากใส่เฝือก แต่ฝืนใจกดออดเรียกพยาบาลเข้ามา เราก็ได้แต่รับฟังและปลอบใจไปตามเรื่อง ทั้งที่ในใจก็สยองเอาการ แต่เบาใจตรงที่ว่า คนไข้คนนี้ใจเเข็ง เขาบอกไม่กลัว และยังอาราธนาพระเครื่องมาคล้องคอ แล้วก็นอนต่อ หลังจากเหตุการณ์นั้นไม่นาน ห้องนั้นก็ว่างไม่มีคนไข้.. คืนหนึ่ง ระหว่างเตรียมเปลี่ยนเวรกัน เจ้าหน้าที่ทั้งเวรบ่ายเวรดึกส่งเวรกันอยู่ จู่ๆ มีเสียงออดดังขึ้นจากห้องคนไข้ เราเดินไปดูที่เครื่อง ปรากฏว่าสัญญานไฟที่โชว์นั้น มาจากห้องและเตียงที่คนไข้ผู้ชายที่ถูกชวนไปโดดตึก! แต่ปัญหาคือเวลานี้ห้องนั้นว่าง ไม่มีคนไข้ ปิดไฟมืด ..แล้วใครกดออดเรียก? เจ้าหน้าที่ทุกคนเงียบกริบ เราต้องเป็นคนกดปิดสัญญาณ มือไม้มันพาลจะแข็งไปหมด กลัวว่าจะมีเสียงใครเรียกมาตามสาย แล้วเราต้องเข้าเวรดึกต่อ.. แอร์ก็เย็นเฉียบ คนไข้ก็น้อย ห้องเจ้าปัญหาก็ดันอยู่ติดเคาน์เตอร์พยาบาล ชนิดที่ว่าเปิดประตูห้องเดิน 3 ก้าวก็ถึงพยาบาลแล้ว คืนนั้นทั้งคืนหายใจไม่ทั่วท้องค่ะ กลัวก็กลัว งานก็ต้องทำ แต่ดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป.. คืนต่อมา เราเข้าเวรดึกอีก คราวนี้ชัดเจนเลยจ้า ดึกสงัด เงียบกริบ ขณะกำลังนั่งเฝ้าเคาน์เตอร์กับพยาบาลอีกคน ได้ยินเสียงประตูขยับ และเปิดออก เราสองคนเงยหน้าขึ้นหันไปตามเสียง ใช่แล้วค่ะ.. ประตูห้องเจ้าปัญหานั้นมันค่อยๆ แง้มออกทีละนิดๆ ห้องว่างปิดไฟมืด เราสองคนนั่งมอง ในใจก็ลุ้นว่าอะไรจะออกมาวะ? แต่พอแง้มได้กว้างพอที่คนจะสอดตัวออกได้ ประตูก็ค่อยๆ ปิดลงเอง แล้วทุกอย่างก็เข้าสู่สภาวะปกติ.. บางที ตี 3 กว่า เดินไปหลังตึกคนเดียวเพื่อหยิบของ ลิฟต์แดงที่อยู่หลังตึกที่เอาไว้สำหรับขนศพลงห้องเก็บศพ ตอนเราเดินผ่าน จู่ๆ ประตูลิฟต์ก็เปิดเอง ไม่มีคนเรียกลิฟต์ ไม่มีใครอยู่ในนั้นด้วย แล้วเปิดได้ไง? อย่าถามว่ากลัวไหม? ทำอาชีพแบบนี้ในสถานที่แบบนี้ กลัวมันก็มีนะคะ แต่ว่า ด้วยงาน ด้วยความง่วงนอน ด้วยความเคยชิน พอกลับบ้านไปพักผ่อน อีกวันมาเข้าเวรใหม่ก็ลืม ไม่สนใจแล้ว เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี เลยปล่อยผ่านไป เคยมีอีกครั้ง มีคุณยายท่านหนึ่งเป็นคุณแม่ของหมอใหญ่ในโรงพยาบาล หลังเรารับเวรตอน 16.30 น. เราต้องเข้าไปเช็ดตัวให้ ในห้องไม่มีญาติเลย คุณยายนอนคนเดียว ลูกชายที่เป็นหมอใหญ่จบเมืองนอก ก็ไม่ค่อยขึ้นมาดู วันนั้นระหว่างเช็ดตัว เราก็เห็นแล้วล่ะว่าอาการไม่ดี หลังจากเช็ดตัวสักพัก แกก็ค่อยๆ หมดลมไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีลูกหลานมาดูแม้แต่คนเดียว เราไปเช็ดตัวคนไข้ห้องอื่นแล้ว พอแกเสียเราก็ต้องย้อนกลับมาทำความสะอาดร่างใหม่ ทุกคนต่างทำงานของตัว เราเลยต้องทำคนเดียว ไม่มีคนมาช่วย เช็ดตัว อุดสำลีตามทวารต่างๆ แต่งตัวให้เรียบร้อย เสียวๆ เหมือนกัน ต้องเปิดประตูทิ้งไว้ แต่ปิดม่านนะคะ สักพักก็เสร็จ ขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่มีลูกหลานมาดูเลย.. จนเกือบ 2 ทุ่ม ลูกหลานถึงมา และเข็นร่างลงห้องเก็บศพ เราได้แต่ยืนมองจนเข็นเข้าลิฟต์ไป แล้วจึงไปเก็บห้องให้เรียบร้อย คืนนั้นเราลงเวรเที่ยงคืน ถึงบ้านก็ตี 1 กว่า อาบน้ำนอน ด้วยความง่วงมากๆ เราฝันเห็นคุณยายคนนั้นเดินเข้ามาในห้องนอนเรา ในฝันเราเลยร้องถามไปว่า คุณยายมาทำไม คุณยายตายแล้วนี่ เข้ามาทำไม? คุณยายไม่ตอบอะไร ได้แต่นิ่งเฉย แต่เรากลับได้ยินในใจว่า.. ไม่รู้จะไปไหน.. ไปไม่ถูก เลยตามมา..เราเลยบอก คุณยายกลับไปเถอะ เดี๋ยวหนูจะบอกหมอ (ชื่อลูกชายแก) ให้ ว่าคุณยายไปไม่ถูก ให้เขามารับนะ แล้วคุณยายก็หายไป เช้ามาเรามาเล่าให้ทุกคนฟัง ปรึกษากันว่าจะบอกหมอคนนั้นดีไหม สรุปคือไม่ได้บอกค่ะ เพราะกลัวว่าหมอจะไม่เชื่อ หาว่างมงาย หมอจบนอกอยู่เมืองนอกมาหลายสิบปี อายุก็มากแล้ว ทั้งเงียบทั้งขรึม เราเลยไม่กล้า.. ได้แต่พูดในใจว่า คุณยาย หนูขอโทษ หนูไม่กล้า บอกไปกลัวเขาจะดุ.. สงสารก็สงสารนะ ก็ได้แต่หวังว่าพอคุณยายหมดอายุขัยแล้ว คงไม่ต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อน เดี๋ยวก็คงต้องไปตามทางที่ควรไปจนได้นั่นล่ะ.

สนับสนุนบทความโดย Lucaclub88
เว็บ บาคาร่าออนไลน์ ที่ดีที่สุด

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Modifications by Dekphysics.Com Team Valid XHTML 1.0! Valid CSS!