รู้ไหมว่าฟิสิกส์เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์อย่างไร ?

ฟิสิกส์ ฟิสิกส์ม.4 ฟิสิกส์มัธยม ฟิสิกส์มหาลัย โจทย์ฟิสิกส์ ข้อสอบฟิสิกส์
สิงหาคม 25, 2019, 09:16:56 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
คุยกับ webmaster
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ไหมว่าฟิสิกส์เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์อย่างไร ?  (อ่าน 3234 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Webmaster™
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 269



เว็บไซต์
| |
« เมื่อ: เมษายน 12, 2013, 05:50:06 PM »

“เทศกาลสงกรานต์”

       "สงกรานต์" เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีไทย และเป็นโอกาสที่ สมาชิกในครอบครัวจะได้พบกันพร้อมหน้าพร้อมหน้า คำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น การย้ายที่ เคลื่อนที่คือพระอาทิตย์ย่างขึ้นสู่ราศีใหม่หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เมษายนเป็นวันเนา วันที่ 15 เมษายนเป็นวันเถลิงศก
      
       วันสงกรานต์นั้นมี “แง่งาม” อยู่ที่การได้แสดงความเคารพรักต่อ ปู่ย่าตายายและผู้อาวุโส และความศรัทธาต่อพุทธศาสนาด้วยการทำบุญและขนทรายเข้าวัด กลายมาเป็นประเพณีการเล่นน้ำอย่างสุดเหวี่ยง จนบางครั้งกลายเป็นสาดน้ำใส่กันอย่างบ้าระห่ำไป นอกจากนั้นในยุคไซเบอร์ยังมีการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ทางอินเทอร์เน็ตด้วย
      
       ไหนๆ ก็จะสนุกกับวันสงกรานต์แล้วคุณครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็อย่าลืมให้ความรู้คู่ความสนุกกับบุตรหลานไปพร้อมกันด้วยและรู้ไหมว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์อย่างไร?
      
       ผู้รู้หลายๆ คนมีความเห็นตรงกันว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่อยู่รอบๆ ตัวใกล้ๆ ตัวเราไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าเราจะหยิบยกเรื่องใดมาพูด ก็สามารถนำวิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงได้ทุกเรื่องไป ในเทศกาลที่เรากล่าวถึงนี้ก็มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำมาบอกเล่าให้สอดคล้องกับความสนใจของเยาวชนได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ขึ้นไปได้ ถือว่าเป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปตามกระแสความสนใจของเขา
      
       หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำมาอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์ได้ก็มีทั้งการถ่ายโอนความร้อน การไหลของของไหล ความดันอากาศ แรงเสียดทาน ความตึงผิวของน้ำ เป็นต้น
      
       หลักการถ่ายโอนความร้อนนั้นจะพบว่าความร้อนมีการถ่ายโอนได้ ถ้าอุณหภูมิของบริเวณที่สัมผัสต่างกัน จะมีการถ่ายโอนความร้อนให้แก่กันจนอุณหภูมิเข้าสู่สมดุล และความร้อนจะถ่ายโอนจาก ที่ๆ มีอุณหภูมิสูงกว่าไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิตํ่ากว่า
      
       กรณีนี้อาจารย์รังสรรค์ ศรีสาคร นักวิชาการสาขาฟิสิกส์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อธิบายว่า “น้ำ” กับ “ผิวหนัง” มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน พอราดน้ำไป น้ำซึ่งเย็นกว่าก็จะดูดเอาความร้อนจากผิวหนังไปทันที เมื่อร่างกายถ่ายโอนความร้อนก็จะเย็นลง เมื่อเปลี่ยนจากราดน้ำมาใช้แป้ง หรือดินสอพองละลายน้ำข้นๆ แป้งก็จะเข้มข้นกว่าน้ำ และถ่ายโอนความร้อนได้ดีกว่า ร่างกายจึงเย็นขึ้น สมัยโบราณมีการใช้น้ำอบ น้ำหอม ก็จะทำให้เกิดความสดชื่นภายใน ทำให้จิตใจสงบขึ้น และหากใส่เสื้อผ้าบาง ๆ ความตึงผิวของน้ำก็จะทำให้เนื้อผ้าแนบตัว อาจจะโป๊ได้ไม่รู้ตัว
      
       มาถึงของเล่นชิ้นสำคัญที่เด็กๆ ชอบมาก สงกรานต์นี้อยากมีกันไว้เป็นอาวุธคู่กาย นั่นก็คือ “ปืนฉีดน้ำ” นั่นเอง “กลไกหลักๆ ของปืนฉีดน้ำคือทำให้ข้างในเป็นสูญญากาศก่อน แล้วความดันอากาศจะดันน้ำเข้ามา จังหวะที่เราบีบแรงบีบจะดันน้ำออก ถ้าเราปล่อยมือจากก้านบีบเกิดสูญญากาศ ทำให้ลูกสูบดูดน้ำข้างล่างขึ้นไปรอ และพอเราบีบก็จะฉีดน้ำออกไป เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ” อ.ราม ติวารี นักวิชาการสาขาฟิสิกส์ สสวท. อธิบายเสริม
      
       เช่นเดียวกับเวลาที่เราดูดน้ำแล้วน้ำขึ้นมาตามหลอดดูดได้ หรือเวลาที่เราใช้หลอดหยดยา เวลาที่เราบีบกระเปาะลมน้ำก็จะถูกดูดขึ้นมาได้ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า เมื่อใช้ปากดูดน้ำที่ปลายหลอดแล้ว จะทำให้ความดันอากาศในหลอดลดลง เมื่อความดันในหลอดลดลง ความดันอากาศภายนอกก็จะช่วยดันให้น้ำขึ้นมาตามหลอดดูดได้นั่นเอง
      
       อ.รามกล่าวต่อว่า “ขนาดท่อของปืนฉีดน้ำก็มีผลต่อความแรงของน้ำที่ฉีดออกไป หากท่อของ ปืนฉีดน้ำมีขนาดใหญ่แต่มาบีบที่ปลายปากท่อให้เล็กลง ทำให้ปากท่อเล็กกว่าตัวท่อ ความเร็วของน้ำที่ฉีดออกไปก็จะมากขึ้น เหมือนสายยางรดน้ำที่บีบปลายสายยางไว้ น้ำก็จะฉีดแรงขึ้น ตรงกับหลักการที่ว่าเราสามารถเพิ่มความเร็วโดยการทำให้พื้นที่หน้าตัดเล็กลง”  ปืนฉีดน้ำอาจจะเป็นอาวุธสำคัญที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เพราะถ้าแรงดันน้ำสูงๆ กระแทกนัยน์ตาก็อาจทำให้ตาบอดได้
      
       หากเคยไปเล่นสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร หรือตามถนนในต่างจังหวัดที่เล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างคึกคักจนพื้นถนนเปียก เรียกว่าสาดน้ำกันจนถนนไม่แห้ง ก็ระวังลื่นล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุกันได้ หลักการวิทยาศาสตร์ที่ใช้อธิบายได้ก็คือ “แรงเสียดทาน” เนื่องจากวิธีการเดินของคนเราคือถีบที่พื้น ทำให้เกิดแรงเสียดทาน เมื่อใดที่แรงเสียดทานไม่มากพอก็จะลื่น ถ้าเล่นน้ำเพลินไปหน่อย โอกาสที่จะเกิดอันตรายก็มีมาก เพราะเท้าไม่ได้สัมผัสกับพื้นโดยตรง แต่สัมผัสผ่านตัวกลาง ซึ่งก็คือ แป้ง กับ น้ำ บนพื้น จึงทำให้แรงเสียดทานลดลง
      
       “พ่อแม่ผู้ปกครองควรจะแนะนำเยาวชนหรือหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวสงกรานต์ ด้วยนะครับว่าบริเวณที่ราดน้ำเยอะ ๆ เล่นแป้งเยอะ ๆ โอกาสที่จะเกิดอันตรายก็ยิ่งสูง โดยเฉพาะเวลาที่ เลี้ยวโค้ง”
      
       นอกจากนั้น ขอฝากทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยว่า เวลาเล่นสงกรานต์ควรจะรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของไทยด้วย อย่าให้สงกรานต์กลายเป็นเรื่องลามปามที่คอยฉกฉวยโอกาสปะแป้งและลวนลามคนอื่นไป

Credit:manager.co.th,IPST

บันทึกการเข้า
VALUE
Newbie
*
กระทู้: 12


อีเมล์
| |
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2013, 08:56:01 AM »

“เทศกาลสงกรานต์”

       "สงกรานต์" เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีไทย และเป็นโอกาสที่ สมาชิกในครอบครัวจะได้พบกันพร้อมหน้าพร้อมหน้า คำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น การย้ายที่ เคลื่อนที่คือพระอาทิตย์ย่างขึ้นสู่ราศีใหม่หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เมษายนเป็นวันเนา วันที่ 15 เมษายนเป็นวันเถลิงศก
      
       วันสงกรานต์นั้นมี “แง่งาม” อยู่ที่การได้แสดงความเคารพรักต่อ ปู่ย่าตายายและผู้อาวุโส และความศรัทธาต่อพุทธศาสนาด้วยการทำบุญและขนทรายเข้าวัด กลายมาเป็นประเพณีการเล่นน้ำอย่างสุดเหวี่ยง จนบางครั้งกลายเป็นสาดน้ำใส่กันอย่างบ้าระห่ำไป นอกจากนั้นในยุคไซเบอร์ยังมีการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ทางอินเทอร์เน็ตด้วย
      
       ไหนๆ ก็จะสนุกกับวันสงกรานต์แล้วคุณครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็อย่าลืมให้ความรู้คู่ความสนุกกับบุตรหลานไปพร้อมกันด้วยและรู้ไหมว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์อย่างไร?
      
       ผู้รู้หลายๆ คนมีความเห็นตรงกันว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่อยู่รอบๆ ตัวใกล้ๆ ตัวเราไปเสียทุกเรื่อง ไม่ว่าเราจะหยิบยกเรื่องใดมาพูด ก็สามารถนำวิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงได้ทุกเรื่องไป ในเทศกาลที่เรากล่าวถึงนี้ก็มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำมาบอกเล่าให้สอดคล้องกับความสนใจของเยาวชนได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ขึ้นไปได้ ถือว่าเป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปตามกระแสความสนใจของเขา
      
       หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำมาอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์ได้ก็มีทั้งการถ่ายโอนความร้อน การไหลของของไหล ความดันอากาศ แรงเสียดทาน ความตึงผิวของน้ำ เป็นต้น
      
       หลักการถ่ายโอนความร้อนนั้นจะพบว่าความร้อนมีการถ่ายโอนได้ ถ้าอุณหภูมิของบริเวณที่สัมผัสต่างกัน จะมีการถ่ายโอนความร้อนให้แก่กันจนอุณหภูมิเข้าสู่สมดุล และความร้อนจะถ่ายโอนจาก ที่ๆ มีอุณหภูมิสูงกว่าไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิตํ่ากว่า
      
       กรณีนี้อาจารย์รังสรรค์ ศรีสาคร นักวิชาการสาขาฟิสิกส์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อธิบายว่า “น้ำ” กับ “ผิวหนัง” มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน พอราดน้ำไป น้ำซึ่งเย็นกว่าก็จะดูดเอาความร้อนจากผิวหนังไปทันที เมื่อร่างกายถ่ายโอนความร้อนก็จะเย็นลง เมื่อเปลี่ยนจากราดน้ำมาใช้แป้ง หรือดินสอพองละลายน้ำข้นๆ แป้งก็จะเข้มข้นกว่าน้ำ และถ่ายโอนความร้อนได้ดีกว่า ร่างกายจึงเย็นขึ้น สมัยโบราณมีการใช้น้ำอบ น้ำหอม ก็จะทำให้เกิดความสดชื่นภายใน ทำให้จิตใจสงบขึ้น และหากใส่เสื้อผ้าบาง ๆ ความตึงผิวของน้ำก็จะทำให้เนื้อผ้าแนบตัว อาจจะโป๊ได้ไม่รู้ตัว
      
       มาถึงของเล่นชิ้นสำคัญที่เด็กๆ ชอบมาก สงกรานต์นี้อยากมีกันไว้เป็นอาวุธคู่กาย นั่นก็คือ “ปืนฉีดน้ำ” นั่นเอง “กลไกหลักๆ ของปืนฉีดน้ำคือทำให้ข้างในเป็นสูญญากาศก่อน แล้วความดันอากาศจะดันน้ำเข้ามา จังหวะที่เราบีบแรงบีบจะดันน้ำออก ถ้าเราปล่อยมือจากก้านบีบเกิดสูญญากาศ ทำให้ลูกสูบดูดน้ำข้างล่างขึ้นไปรอ และพอเราบีบก็จะฉีดน้ำออกไป เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ” อ.ราม ติวารี นักวิชาการสาขาฟิสิกส์ สสวท. อธิบายเสริม
      
       เช่นเดียวกับเวลาที่เราดูดน้ำแล้วน้ำขึ้นมาตามหลอดดูดได้ หรือเวลาที่เราใช้หลอดหยดยา เวลาที่เราบีบกระเปาะลมน้ำก็จะถูกดูดขึ้นมาได้ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า เมื่อใช้ปากดูดน้ำที่ปลายหลอดแล้ว จะทำให้ความดันอากาศในหลอดลดลง เมื่อความดันในหลอดลดลง ความดันอากาศภายนอกก็จะช่วยดันให้น้ำขึ้นมาตามหลอดดูดได้นั่นเอง
      
       อ.รามกล่าวต่อว่า “ขนาดท่อของปืนฉีดน้ำก็มีผลต่อความแรงของน้ำที่ฉีดออกไป หากท่อของ ปืนฉีดน้ำมีขนาดใหญ่แต่มาบีบที่ปลายปากท่อให้เล็กลง ทำให้ปากท่อเล็กกว่าตัวท่อ ความเร็วของน้ำที่ฉีดออกไปก็จะมากขึ้น เหมือนสายยางรดน้ำที่บีบปลายสายยางไว้ น้ำก็จะฉีดแรงขึ้น ตรงกับหลักการที่ว่าเราสามารถเพิ่มความเร็วโดยการทำให้พื้นที่หน้าตัดเล็กลง”  ปืนฉีดน้ำอาจจะเป็นอาวุธสำคัญที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เพราะถ้าแรงดันน้ำสูงๆ กระแทกนัยน์ตาก็อาจทำให้ตาบอดได้
      
       หากเคยไปเล่นสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร หรือตามถนนในต่างจังหวัดที่เล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างคึกคักจนพื้นถนนเปียก เรียกว่าสาดน้ำกันจนถนนไม่แห้ง ก็ระวังลื่นล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุกันได้ หลักการวิทยาศาสตร์ที่ใช้อธิบายได้ก็คือ “แรงเสียดทาน” เนื่องจากวิธีการเดินของคนเราคือถีบที่พื้น ทำให้เกิดแรงเสียดทาน เมื่อใดที่แรงเสียดทานไม่มากพอก็จะลื่น ถ้าเล่นน้ำเพลินไปหน่อย โอกาสที่จะเกิดอันตรายก็มีมาก เพราะเท้าไม่ได้สัมผัสกับพื้นโดยตรง แต่สัมผัสผ่านตัวกลาง ซึ่งก็คือ แป้ง กับ น้ำ บนพื้น จึงทำให้แรงเสียดทานลดลง
      
       “พ่อแม่ผู้ปกครองควรจะแนะนำเยาวชนหรือหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวสงกรานต์ ด้วยนะครับว่าบริเวณที่ราดน้ำเยอะ ๆ เล่นแป้งเยอะ ๆ โอกาสที่จะเกิดอันตรายก็ยิ่งสูง โดยเฉพาะเวลาที่ เลี้ยวโค้ง”
      
       นอกจากนั้น ขอฝากทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยว่า เวลาเล่นสงกรานต์ควรจะรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของไทยด้วย อย่าให้สงกรานต์กลายเป็นเรื่องลามปามที่คอยฉกฉวยโอกาสปะแป้งและลวนลามคนอื่นไป

Credit:manager.co.th,IPST
ตกใจ ตกใจ ตกใจ ตกใจ   อ๋อๆ  แบบนี้นี่เอง   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

Post By Sport Basketball OnlySBO
aloha99
Newbie
*
กระทู้: 1


อีเมล์
| |
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2013, 06:38:31 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Modifications by Dekphysics.Com Team Valid XHTML 1.0! Valid CSS!