เรื่องของ Laser & ชนิด Laser

ฟิสิกส์ ฟิสิกส์ม.4 ฟิสิกส์มัธยม ฟิสิกส์มหาลัย โจทย์ฟิสิกส์ ข้อสอบฟิสิกส์
กรกฎาคม 16, 2019, 02:57:41 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
คุยกับ webmaster
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องของ Laser & ชนิด Laser  (อ่าน 9816 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Webmaster™
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 269



เว็บไซต์
| |
« เมื่อ: ตุลาคม 15, 2010, 12:55:33 AM »

เลเซอร์ของแข็ง
          เลเซอร์ของแข็ง ได้แก่ เลเซอร์ที่ใช้ตัวกลางเป็นของแข็ง เช่น เลเซอร์ทับทิม เลเซอร์แย็คเลเซอร์แก้ว ฯลฯ  ทับทิมและแย็คเป็นผลึกส่วนแก้วเป็นอะมอร์ฟัส ตัวกลางเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น เนื้อวัสดุเจ้าบ้าน (Host Materials) เท่านั้นเพราะตัวที่ทำให้เกิดการเปล่งแสงนั้นกำหนดจากสารเจือปนที่เติมใน เนื้อสารเหล่านี้ เช่น ทับทิมจะใช้โครเมียมเป็นสารเจือปน จึงให้สีแดงที่มีความยาวคลื่น ๖๔๙๓ อังสตรอม (Al2O3:Cr3+) แย็คและแก้วจะใช้นีโอดีเนียมเป็นสารเจือปน จึงให้แสงอินฟาเรดที่มีความยาวคลื่น ๑.๐๖ ไมครอน (YAG : Nd3+ Glass : Nd3+)
          ในการปั๊มพลังงานแก่ของแข็ง เหล่านี้  ต้องใช้วิธีการทางแสงคือใช้หลอดไฟซีนอนหรือหลอดไฟทังสเตนฉาย โดยมีตัวสะท้อนแสงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปั๊มพลังงาน ตัวสะท้อนแสงนี้มีลักษณะเป็นกระบอกที่มีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปวงรี และมีการวางหลอดไฟและตัวกลางเลเซอร์ไว้ที่ตำแหน่งของจุดโฟกัสของวงรี

เลเซอร์ก๊าซ
          เมื่อใช้ก๊าซเป็นตัวกลางเลเซอร์  การปั๊มพลังงานก็จะใช้วิธีการปล่อยประจุในก๊าซด้วยไฟฟ้าแรงสูง กล่าวคือนำก๊าซเหล่านั้นบรรจุในหลอดเลเซอร์ซึ่งมีขั้วไฟฟ้าที่ปลายทั้งสอง เมื่อป้อนไฟฟ้าแรงสูงให้แก่ขั้วไฟฟ้าทั้งสอง อิเล็กตรอนจะวิ่งจากขั้วแคโทด (ขั้วลบ) ไปยัง ขั้วอโนด (ขั้วบวก) ด้วยพลังงานสูง อิเล็กตรอนจะวิ่งชนอะตอมหรือโมเลกุลของก๊าซเหล่านั้น  จนแตกตัวเป็นอิออนมีประจุไฟฟ้าขึ้น เรียกว่า พลาสมา (Plasma) ก๊าซที่เป็นพลาสมาเหล่านี้จะพร้อมปล่อยโฟตอน หากมีโฟตอนที่มีลักษณะเหมือนกันมาเร้า จึงเกิดเป็นแสงเลเซอร์ขึ้นเมื่อมีการขยายสัญญาณแสงด้วยแควิตี้แสง ที่ทำจากกระจกสะท้อนที่ปลายขั้วทั้งสองข้างของหลอดเลเซอร์
          ก๊าซที่ใช้ทำเลเซอร์มีหลายชนิด เช่น ก๊าซผสมฮีเลียม-นีออน (He - Ne) ก๊าซผสมคาร์บอนไดออกไซด์ - ไนโตรเจน - ฮีเลียม (CO2 - N2 - He) ก๊าซผสมฮีเลียม-แคดเมียม (He - Cd) ก๊าซอาร์กอน (Ar+) ซึ่งจะให้สีต่างๆ ตามชนิดของก๊าซ
          เลเซอร์ฮีเลียม - นีออน เป็นเลเซอร์กำลังแสงต่ำ (1~10 mW) เลเซอร์ฮีเลียม - แคดเมียมและเลเซอร์อาร์กอน เป็นเลเซอร์กำลังแสงปานกลาง (10~100 mW) ส่วนเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์เป็นเลเซอร์กำลังแรงสูง (1~100 W) จึงมีการใช้งานที่แตกต่างกันไป แต่เลเซอร์ทุกชนิดมีอันตราย เพราะแสงเลเซอร์ที่มีกำลังแสงเพียง ๑ mW จะมีความเข้มแสงสูงกว่าพระอาทิตย์จึงสามารถทำให้ตาบอดได้หากแสงเลเซอร์พุ่ง เข้าหานัยน์ตาโดยตรง

เลเซอร์ของเหลว
          เราสามารถใช้ตัวกลางเลเซอร์ที่ทำจากของเหลวได้ เช่น ใช้สีย้อมผ้า (Dye) ผสมน้ำหรือแอลกอฮอล์ บรรจุใส่ภาชนะใส  การปั๊มพลังงานแก่ของเหลวเหล่านี้ใช้วิธีทางแสงเช่นเดียวกับตัวกลางเลเซอร์ ที่เป็นของแข็ง เช่น ใช้หลอดซีนอน หรือเลเซอร์ไนโตรเจน  เลเซอร์ของเหลวเหล่านี้จะมีจุดเด่นที่สำคัญคือเป็นเลเซอร์ที่ให้สีที่ตามอง เห็น ค่าความยาวคลื่นของแสงสามารถปรับได้จึง เป็น ทูเนเบิล เลเซอร์ (Tunable Laser) เพราะโมเลกุลของสีย้อมผ้ามีขนาดโต  เนื่องจากเป็นสารอินทรีย์เคมีระดับพลังงานของโมเลกุล มีลักษณะเป็นชั้นพลังงานที่ซ้อนหลายชั้น  มิได้เป็นชั้นเดี่ยวๆ เหมือนกรณีของก๊าซหรือของแข็ง
          ตัวอย่างของสีย้อมผ้าที่นิยมใช้ ได้แก่ โรดามีน ๖ จี (Rhodamine 6G) ซึ่งใช้แสงเลเซอร์ ตั้งแต่สีเหลืองไปถึงสีส้ม (570-610 nm) โรดามีน บี (Rhodamine B) ให้แสงเลเซอร์ช่วงสีแดง (605-635 nm) และ ดีคลอโรฟลูออเรสเซียน (Dichlorofluorescein) ให้แสงเลเซอร์สีเขียว (530-560 nm)

เลเซอร์ไดโอด
          เลเซอร์ไดโอดเป็นเลเซอร์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ซึ่งทำจากสารประกอบ เช่น GaAs (แกลเลียมอาร์เซไนด์) GaAlAs (แกลเลียมอะลูมิเนียมอาร์เซไนด์) In GaAsP (อินเดียมแกลเลียมอาร์เซไนด์ฟอสฟายด์) ซึ่งมีค่าแถบพลังงานต่างๆกัน จึงเป็นตัวกำหนดค่าความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์ เช่น
          GaAs ให้แสงเลเซอร์ที่ค่าความยาวคลื่น 0.8 mm (อินฟาเรด)
          GaAlAs ให้แสงเลเซอร์ที่ค่าความยาวคลื่น 0.7 mm (สีแดง)
          InGaAsP ให้แสงเลเซอร์ที่ค่าความยาวคลื่น 1.3 และ 1.55 mm (อินฟาเรด)
          เลเซอร์ไดโอดแต่ละชนิดจึงมีการ ใช้งานที่แตกต่างกันตามลักษณะ และคุณสมบัติของค่าความยาวคลื่นนั้นๆ เช่น เลเซอร์ไดโอดที่ให้สีแดงจะใช้ในเครื่องคอมแพคดิสก์ ส่วนเลเซอร์ไดโอดที่ให้แสงอินฟาเรดที่ค่าความยาวคลื่น 1.55 mmจะใช้ในระบบสื่อสารผ่านเส้นใยแก้วนำแสง เป็นต้น
          โครงสร้างของเลเซอร์ไดโอด ได้แก่ หัวต่อพีเอ็นแบบเฮตเตอโรจังชั่น (Heterojunction) เช่น GaAlAs/GaAs ทำให้ประสิทธิภาพของเลเซอร์ไดโอดมีค่าสูงขึ้น เพราะใช้กระแสที่เลเซอร์ไดโอดเริ่มทำงานน้อยลง การฉีดกระแสไฟฟ้าผ่านหัวต่อพีเอ็นของเลเซอร์ไดโอดเป็นวิธีการปั๊มพลังงาน เพื่อให้เกิดการรวมตัวของพาหะนำไฟฟ้าในสารกึ่งตัวนำและนำมาสู่การเปล่งแสง แสงที่เปล่งออกมาจะถูกขยายสัญญาณให้มีความเข้มสูงขึ้น ด้วยแควิตี้แสงที่เกิดจากผิวมันสะท้อนแสงของผิวผลึกที่ทำให้แตกโดย ธรรมชาติ (Cleavaged Surface)
          เลเซอร์ไดโอดเป็นเลเซอร์ที่มี ขนาดเล็กจิ๋วกินไฟน้อย สามารถผลิตได้จำนวนมากๆ ด้วยเทคโนโลยีด้านสารกึ่งตัวนำ เลเซอร์ไดโอดถูก ใช้งานอย่างกว้างขวางตั้งแต่การใช้เป็นเลเซอร์พอยนท์เตอร์ (Laser Pointer) ใช้ในการสื่อสารผ่านเส้นใยแก้วนำแสง ใช้เป็นหัวอ่านของเครื่องคอมแพคดิสก์ เครื่องวิดีโอเลเซอร์ดิสก์ และเครื่องถ่ายเอกสารประเภทเลเซอร์ พริ้นเตอร์ (Laser Printer) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาวิจัยการสร้างเลเซอร์ไดโอดด้วยเทคโนโลยีด้านการปลูกผลึกจากของ เหลว (Liquid Phase Epitaxy : LPE) และเทคโนโลยีการปลูกผลึกด้วยลำโมเลกุล (Molecular Beam Epitaxy : MBE)
          เลเซอร์ไดโอดมีกำลังแสงต่ำตั้งแต่ระดับไมโครวัตต์ (mw) จนสูงถึงวัตต์ (W) และเป็นเลเซอร์ที่มีจุดเด่นคือ สามารถโมดูเลตสัญญาณได้โดยตรง โดยผ่านเข้าไปทางด้านกระแสไฟฟ้าที่ฉีดผ่านตัวสิ่งประดิษฐ์ จึงสะดวกต่อการใช้งานโดยเฉพาะการสื่อสารทางด้านแสง

ประโยชน์ของแสงเลเซอร์

  วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2512 เป็นวันที่มนุษย์อวกาศชื่อ Neil Armstrong และ Edwin Aldrin ได้นำแผงกระจกสะท้อนแสงไป วางบนดวงจันทร์ และอีก 10 วันต่อมา คณะนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและเทกซัสซึ่งทำงานที่หอดูดาว บนโลก ก็ได้ฉายแสงเลเซอร์ผ่าน อวกาศที่เวิ้งว้างไปตกกระทบแผงกระจกที่อยู่ห่างออกเป็นระยะทาง 385,000 กิโลเมตร ซึ่งแผงกระจกก็ได้ สะท้อนแสงเลเซอร์กลับสู่คณะนักวิทยาศาตร์กลุ่มนั้นอีก ในอีก 1 วินาทีต่อมา การรู้เวลาทั้งหมดที่แสงเดินทางจากโลกไปดวงจันทร์ แล้วเดินทางกลับโลก รวมทั้งความเร็วแสง ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ระยะทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์อย่างละเอียดชนิด ที่ผิดพลาด ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
นี่เป็นเพียงความสำเร็จหนึ่งในบรรดาความสำเร็จหลาย ประการของเลเซอร์ที่ได้เข้ามามีบทบาทปฏิรูปเทคโนโลยีด้านต่างๆ ของโลก หรือเช่นที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย Berkeley ซึ่งมีห้องปฏิบัติการแห่งชาติชื่อ Lawrence Livermore ซึ่งที่นั่นมีอุปกรณ์สร้าง แสงเลเซอร์ที่มีพลังงาน ที่สุดในโลก เพราะอุปกรณ์ที่รู้จักในนามว่า NOVA นี้สามารถโฟกัสลำแสงเลเซอร์ 10 ลำ ให้รวมกันที่หัวเข็ม หมุดได้ภายในเวลา 10-9 วินาที จนหัวเข็มหมุดมีอุณหภูมิสูงถึง 1 ล้านองศาเซลเซียส การมีอุณหภูมิมากเช่นนี้ทำให้ธาตุไฮโดรเจน สามารถหลอมรวมเป็นธาตุฮีเลียมได้ ซึ่งการหลอมจะปลดปล่อยพลังงานถึง 1015 วั ตต์ ในช่วงเวลาเพียง 10-12 วินาที ซึ่งสั้นจนมนุษย์ ไม่สามารถนำพลังงานปริมาณมหาศาลนี้ไปใช้เป็นประโยชน์ ได้และนี่ก็คือการค้นคว้าวิจัยที่แสงเลเซอร์ในการสร้างพลังงานในอนาคต กระบวนการสร้างพลังงานลักษณะนี้จะทำให้โลกไม่มีมลพิษ ไม่มีสารกัมมันตรังสีหลงเหลือ และโลกมีพลังงานใช้อีกอย่างน้อยก็นานถึง 5,000 ล้านปี
   ในการสำรวจมลพิษ นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีฉายแสงเลเซอร์ผ่านอากาศ การศึกษาวิเคราะห์แสงที่ถูกดูดกลืนจะช่วยให้นักนิเวศวิทยา รู้ว่าในอากาศ มีมลวัตถุชนิดใด และมลพิษเหล่านั้นมีมากหรือน้อยเพียงใดด้วย
   เลเซอร์ได้เข้ามามีบทบาทในการสื่อสารด้วย โดยได้ถูกนำไปใช้ในใยแก้วทำให้สามารถสื่อข้อมูลต่างๆ ได้มากกว่าที่ใช้สายโทรศัพท์ ธรรมดาเป็นล้าน ล้านเท่า นอกจากนี้ การสื่อสารโดยใช้แสงเลเซอร์ยังทำได้มิดชิดกว่า และส่วนตัวกว่าคือดักฟังได้ยากกว่าการใช้โทรศัพท์ ธรรมดามาก
   ทุกวันนี้ครอบครัวที่ร่ำรวยใช้แสงเลเซอร์ในการเปิดเพลง TV เล่น CD ซึ่งถูกบันทึกโดยแสงเลเซอร์ การแสดงแสงเลเซอร์โชว์และการดู ภาพ 3 มิติ (หรือที่เรียกว่า holigram) ก็สามารถทำได้โดยใช้แสงเลเซอร์เช่นกัน
   วงการทหารปัจจุบันใช้แสงเลเซอร์ในสงคราม เช่น ใช้ในการบอกตำแหน่งของเป้า ให้รถถัง เครื่องบินและจรวดนำวิถีรู้ โดยรถถังหรือ เครื่องบินจะส่งแสงเลเซอร์ไปกระทบเป้า แล้วดักฟังแสงสะท้อนการรู้ระยะเวลาที่แสงเดินทางไปและกลับ ทำให้นักบินหรือทหารรู้ ตำแหน่งของเป้าได้ละเอียดมาก ซึ่งจะช่วยให้ทหารในการทิ้งระเบิดให้ตรงเป้าพอดี โดยไม่ทำให้บริเวณข้างเคียงถูกทำลาย
   โรงพยาบาลใช้แสงเลเซอร์ในการผ่าตัด โดยจักษุแพทย์จะฉายแสงเลเซอร์ผ่านม่านตา เมื่อเลเซอร์กระทบจอรับภาพ (retina) ในตา มันจะเผาผลาญเนื้อเยื่อบางส่วนที่ผิดปกติ ดังนั้น การฉายแสงในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยให้ตามองเห็นได้ดีอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ศัลยแพทย์ยังใช้แสงเลเซอร์ในการผ่าตัดเนื้อเยื่อ หรือใช้ในการทำให้หลอดเลือดไหม้ ทำให้เลือดหยุดไหล เป็นต้น
   เพราะแสงเลเซอร์เป็นแสงที่มีความยาวคลื่นเพียงหนึ่ง เดียว (แสงจากหลอดไฟฟ้า แสงหรือเทียนนั้นประกอบด้วยคลื่นที่มีความยาวคลื่น ต่างๆ มากมาย) และนอกจากการมีคุณสมบัติเป็นแสง "บริสุทธิ์" แล้ว มันยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งคือ คลื่นที่ส่งออกมาจาก อุปกรณ์เลเซอร์ จะเรียงตัวทยอยออกมาอย่างเป็นระเบียบ (ในแสงไฟ ทั่วไป คลื่นแสงเคลื่อนที่สะเปะสะปะ) ดังนั้น หากเราโฟกัสแสง เลเซอร์มันจะมีความเข้มสูง มากกว่าความเข้มแสงที่ผิวดวงอาทิตย์ถึงพันล้านเท่า การมีความเข้มสูงเช่นนี้ ทำให้มันสามารถเปลี่ยนคุณ สมบัติของตัวกลางที่มันเคลื่อนที่ผ่านได้ ดังนั้น เราจึงเห็นปรากฎการณ์ที่แสงเลเซอร์สีแดง หลังจากผ่านแท่งแก้วแล้วกลายเป็นแสง เลเซอร์สีม่วงได้ วิทยาการด้าน Non-linear Optics นี้กำลังเป็นวิทยาการที่สำคัญมากในงานวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
    ทุกวันนี้ โลกยอมรับแล้วว่าความยาว 1 เมตรมาตรฐาน มิใช่ความยาวของแท่งแพลททินั่ม-อีริเดียม ที่อยู่ในกรุงปารีส แต่เป็นความยาว ของคลื่นแสงที่ออกมาจากเลเซอร์มาตรฐาน
    แสงเลเซอร์ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เห็นตำแหน่งของอะตอม บนผิววัตถุโดยใช้ร่วมกับอุปกรณ์ชื่อ scanning microscope และช่วยนักฟิสิกส์ในการค้นหาคลื่นโน้มถ่วง (gravitational wave) เพราะเลเซอร์สามารถวัดระยะทางระดับ 10-19 เมตรได้
    ส่วนนักดาราศาสตร์เวลาดูดาว เขาจะเห็นดาวกะพริบ ทั้งนี้เพราะบรรยากาศโลกแปรปรวนเช่น มีกระแสลมแรง มีเมฆมากหรือมีความ ชื้นสูง ฯลฯ การแปรปรวนเช่นนี้ ทำให้คุณสมบัติของอากาศไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น แสงจากดาวเวลาพุ่งผ่านบรรยากาศสู่ตาคนบนโลก จึงเบี่ยงเบนไปมาทำให้ตาเห็นแสงกระจัดกระจายเสมือนแสงกะพริบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาพของดาวที่กล้องโทรทรรศน์ถ่ายได้จึงไม่ชัด ตามไปด้วย ในการแก้ไขปัญหานี้ นักวิทยาศาสตร์ใช้วิทยาการด้าน Adaptive Optics ฉายแสงเลเซอร์ไปตามเส้นทางที่กล้อง โทรทรรศน์ต้องการจะดู เมื่อแสงเลเซอร์กระทบอะตอมต่างๆ ตามเส้นทางข้อมูลการเรืองแสงของอะตอมจะเป็นตัวชี้บอกว่า ความแปร ปรวนของบรรยากาศตามเส้นทางนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นค่าความแปรปรวนนี้จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งถูกนำไปปรับโฟกัส ของกระจกโค้งหรือเลนส์ในกล้องโทรทรรศน์อีกทอดหนึ่ง การใช้เทคนิคนี้ได้ทำให้นักดาราศาสตร์เห็นภาพของดาวชัดกว่าภาพที่ได้ จากกล้องโทรทรรศน์ธรรมดาที่ไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ 20-30 เท่า และในอนาคต นักวิทยาศาสตร์หวังว่า เทคนิคนี้คงช่วยให้กล้อง โทรทรรศน์บนโลกเห็นดาวชัดกว่ากล้องโทรทรรศน์ในอวกาศเช่น กล้อง Hubble เป็นแน่
    นับจนกระทั่งถึงวันนี้ นักฟิสิกส์ที่ทำงานด้านเลเซอร์และได้รับรางวัลโนเบลมีทั้งสิ้น 12 คนคือ Nikolai Basov, Alexander Prokhorov และ Charles Townes ในปี พ.ศ. 2507 , Dennis Gabor ในปี 2514 Arno Penzias และ Robert Wilson ในปี 2521 Nicolas Bloemergen และ Arthur Schawlow ในปี 2532 และ Steven Chu, Claude Cohen-Tannoudji กับ William Phillips ในปี 2540 และในปี 2542 นักเคมีชื่อ Ahmed Zewail แห่ง California Institute of technology ก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี จากผลการ พบวิธีใช้ เลเซอร์ศึกษาปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเร็วระดับ 10-15 วินาที หรือหนึ่งในร้อยล้านล้านวินาที (เพราะ 10-9 = 1 นาโน, 10-12 =1 พิโค และ 10-15 = 1 เฟมโต ดังนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า Zewail คือบิดาของวิชาเคมีเฟมโต (femtochemistry) และ วิทยาการด้านนี้ กำลังประสบความสำเร็จสูง ในการอธิบายปฏิกิริยาสังเคราะห์แสงในพืช และช่วยนักวัสดุศาสตร์ในการศึกษาการหลอมเหลวของอะตอม ที่ผิวเวลาได้รับพลังงาน ถึงกระนั้น ปฏิกิริยาเคมีบางประเภทยังเกิดเร็วกว่านี้อีก และนั่นก็หมายความว่า ในอนาคตเลเซอร์จะทำให้เกิด วิทยาการด้าน attochemistry ที่จะศึกษา ปฏิกริยาที่ใช้เวลา "นาน" 10-18 วินาที (หนึ่งในล้านล้านล้านของวินาทีครับ)

Credit:gungold.com,publichot.com

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 15, 2010, 12:58:06 AM โดย Webmaster™ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Modifications by Dekphysics.Com Team Valid XHTML 1.0! Valid CSS!